Instagram Submit to Facebook Submit to Facebook  เข้าสู่ระบบ : 
center

BeWise   เรื่องน่ารู้ ...

อย่ามองข้าม.... แม้จะเป็นแค่  “ เรื่องเล็กน้อย  ”


 มากับความพร้อม...   “  สัมภาษณ์ผ่านฉลุยอยู่แล้ว!! ”


: พี่มาม่าบลู บีไวส์
: 13 พฤศจิกายน 2560   เปิดอ่าน  2017   Views





มากับความพร้อม สัมภาษณ์ผ่านฉลุยอยู่แล้ว!!

หลังจากที่ประกาศผลมีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ มันจะดีใจสุด!!แบบว่าเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ แบบดีใจสุดๆ
แต่น้องก็ไม่ควรชะล่าใจนะคะ เพราะหากคณะไหนที่ดังๆ มีแต่คนอยากเข้า ถ้าเราไปแบบไม่พร้อม เราอาจหลุดสัมภาษณ์ได้ อุตสาห์ผ่านด่านหิน (การสอบ) มาแล้ว เราจะปล่อยให้ด่านนี้พลาดได้ยังไงล่ะ เรามาดูกันเลยว่าความพร้อมที่เราต้องมี มีอะไรบ้างเอ่ย??


ความพร้อมที่ 1 การวางแผนการเดินทาง :
         เมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้นต้องไปสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัย น้องควรเตรียมวางแผนก่อนการเดินทางให้ดีๆ เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิด accident อะไรหรือไม่
ดังนั้นน้องต้องวางแผนการเดินทาง เผื่อเวลาในการรอรถโดยสาร รถติด หาห้อง - ตึกสอบสัมภาษณ์ แล้วเราจะได้มีเวลาเตรียมตัว เตรียมเอกสาร ก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่ตัวเราเพิ่มอีกด้วยนะ แบบว่าเราพร้อมมากน้อยแค่ไหน


ความพร้อมที่ 2 แต่งกาย :
         เมื่อเราเดินเข้าประตูห้องสัมภาษณ์ เราจะถูกจับตามองจากคณะกรรมการ บางท่านอาจจะมองตั้งแต่หัวจดเท้า
บางท่านก็ดูแค่การแต่งกายพื้นฐาน (แบบว่าเรียบร้อยหรือไม่) น้องบางคนอาจจบมาจากโรงเรียนรัฐบ้าง เอกชนบ้าง นานชาติบ้าง ไม่ใช่ว่าตอนอยู่โรงเรียนใส่ต่างหู สร้อย แต่งหน้า ฯลฯ พอมาสอบสัมภาษณ์ก็แต่งกายอย่างนั้นแต่น้องอย่าลืมไม่ว่าเราจะจบมาจากที่ไหน
เราควรแต่งการให้ถูกกฏระเบียบของการสอบสัมภาษณ์
เสื้อผ้ารองเท้าไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่ เพียงแค่ทำให้ดูสะอาด เรียบ ไม่ยับยู่ยี่เหมือนซักแล้วเอามาใส่เลย ไม่ได้รีด
ผมสำหรับผู้หญิงควรรวบมัดขึ้นให้หมด เพื่อที่จะได้ดูเรียบร้อย สำหรับผู้ชายถ้าผมยาวก็ควรไปตัดออก
เพราะผู้ชายบางคนไว้ผมยาว แถมมีหนวดเคราด้วย
คณะกรรมการคงจะตำหนิตั้งแต่เดินเข้ามาในห้อง แบบจะหาว่าเราไม่มีความพร้อมที่จะมาสอบสัมภาษณ์ อะไรประมาณนี้!!
รองเท้าผู้หญิงก็ใช้น้ำยาขัดสักนิดเพื่อให้มันวาว ดูเหมือนใหม่ รองเท้าผู้ชายก่อนวันสอบสัมภาษณ์สัก 2 - 3 วันถ้ามันสกปก ไม่เป็นสีเดิมเหมือนตอนที่ซื้อมาใหม่ ก็ซักสักหน่อยให้ดูสะอาดขึ้นมาสักนิด
ทำแค่นี้คณะกรรมการอาจจะมองว่าเราใส่ใจรายละเอียดในเรื่องการแต่งกาย น้องบางคนอาจมองข้ามเรื่องนี้ไปด้วยซ้ำ



ความพร้อมที่ 3 ความมั่นใจในการตอบ :
         ถึงเวลาสบตากับคณะกรรมการแล้ว!!! ใช่ค่ะ มันตื่นเต้นแน่นอน เรามาทำความตื่นเต้นนี้ให้เป็นความมั่นใจดีกว่า เมื่อเราถูกถามเราต้องมีสติในการฟังคำถามแล้วรวบรวมสมาธิเพื่อตอบคำถาม ไม่ใช่ว่า "อะไรนะคะ หนูขออีกรอบ" ซึ่งคำถามเบสิกที่ต้องเจอชัวร์ๆ คือ
ทำไมถึงอยากเรียนที่นี่ : น้องบางคนอาจตอบว่าใกล้บ้านค่ะ ได้อยู่กับพ่อแม่ / สอบติดบ้าง / พ่อ แม่อยากให้เรียนบ้าง
พี่แนะนำเลยว่า น้องควรตอบที่มันเป็นความจริง ที่มันมาจากความรู้สึกเราจริง ว่าทำไมเราถึงอยากเรียนที่นี้อย่าสร้างภาพ คณะกรรมการดูออกอยู่แล้วว่าเราพูดจากความรู้สึกจากใจจริงหรือเปล่า
ทำไมถึงอยากเรียนคณะ / สาขานี้ : อยากเป็นโน้น อย่าเป็นนี้ / ชอบวิชานี้ / ชอบเรื่องการคำนวณ ชอบภาษา ซึ่งมันก็จะมีความชอบที่แตกต่างกันไป น้องบางคนอาจมีแววชอบนู้น ชอบนี้ตั้งแต่มัธยมปลายเลยด้วยซ้ำ พี่คิดว่า การเลือกคณะ / สาขา คือการเลือกอนาคตของเรา ว่าเมื่อจบไปเราจะทำอาชีพอะไรเลี้ยงดูพ่อแม่ ครอบครัว แต่ก็อาจมีคนบางกลุ่มที่ประกอบอาชีพ หรือ ทำงานไม่ตรงกับ สาขาวิชาที่ตนเรียนมา ตอนนี้เราควรยึดความชอบเป็นหลัก ไม่ว่าอนาคตมันจะเป็นอย่างไรก็ตาม

เรียนคณะ / สาขานี้ ต้องเก่งวิชานี้นะ ดูจากคะแนนวิชานี้แล้ว เราจะไหวหรอ : เมื่อเจอคำถาม เหล่านี้น้องบางคนถึงกับอาจไม่มั่นใจในตัวเองเลยทีเดียว แต่เราต้องแก้สถานการณ์ตอนนี้ให้ผ่านไปก่อน ตอบแบบประมาณว่า ถ้าเมื่อเราเลือกแล้ว เราต้องมีความพยายามที่จะผ่านมันไปให้ได้ ถ้าหากตอบแบบไม่มั่นใจคณะกรรมการอาจจะไม่กล้ารับเราเข้าเรียนก็เป็นไปได้นะ เมื่อตัวเราเองยังไม่มั่นใจว่าจะไหวไม่ไหว แล้วคณะกรรมการก็จะไม่กล้ารับเรากลัวเราไม่ไหว กลัวเราเสียเวลาไปป่าวๆ พี่แนะนำให้นะคะ เมื่อเราเลือกแล้ว เมื่อเราเลือกทางเดินของเรามาแล้ว เราต้องก้าวข้ามอุปสรรคไปให้ถึงฝั่งให้ได้ ไม่มีใครเก่งตั้งแต่เกิด คนเราต้องมีความพยายามกันทั้งนั้น

มาเรียนไกลเราจะไม่คิดถึงบ้านหรอ : ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวพ่อแม่มาหา / คิดถึงค่ะ แต่เพื่ออนาคตของเรา เราต้องอดทน ฯลฯ พี่บอกเลยว่า เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่ ไม่ว่าน้องจะเรียนที่ไหน มหาวิทยาลัยในจังหวัดเดียวกับบ้านเกิด หรือต่างจังหวัด น้องอาจจะต้องอยู่หอ เพราะปี 1 กิจกรรมค่อนข้างเยอะ ไหนจะกิจกรรมหอ กิจกรรมมหาวิทยาลัย เรียนก็เริ่มจะหนักกว่ามัธยม ไหนจะโครงงาน การบ้าน ฯลฯ ซึ่งงานบางงานต้องทำเป็นกลุ่ม ถ้าเราห่วงกลับแต่บ้าน อาจถูกเพื่อนมองว่าไม่ช่วยอะไรเลย ทั้งที่เป็นงานกลุ่ม
ความพร้อมที่ 4 ผลงาน :
         เมื่อคณะกรรมการพูดคุยกับเราไปสักพัก ท่านจะดูผลงานเรา ว่าช่วงมัธยมเราผ่านอะไรมาบ้าง ซึ่งเดี๋ยวนี้ในแต่ละมหาวิทยาลัยมีรับตรงรอบ Portfolio อีกด้วย แน่นอนค่ะว่า Portfolio เป็นใบเบิกทางของเรา เป็นหลักฐานที่สามารถการันตีเราได้ว่าเรามีความสามารถอะไรบ้าง นอกจากใบ ปพ. ใบเกรด แต่ถ้าถามว่าจำเป็นต้องทำไม อันนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าเรายื่นรอบไหน เขากำหนดเกณฑ์การพิจารณาจากอะไร แต่ก็ไม่ต้องคิดมากนะคะ เขาไม่ได้ตัดสินการรับเราเข้าเรียนจากผลงานอย่างเดียว เราต้องทำคะแนน เกรดเฉลี่ยให้ดีที่สุดด้วยนะ ไม่ใช่ว่ามีแค่ผลงาน แต่เกรดไม่เป็นดีเลย อันนี้ก็ไม่ได้นะคะ 5555555